ข่าวไลฟ์สไตล์

เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังแพร่กระจาย

Thai Trading Focus

เมื่อเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังแพร่กระจาย

ในช่วงสองปีมานี้เป็นปีที่ค่อนข้างแน่สำหรับหลาย ๆ คน ถูกไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคระบาด เศรษฐกิจ และการเมือง โดยในวันนี้ผมไม่ได้จะมากล่าวถึงเรื่องการเลือกฝักเรื่องฝ่ายแต่อย่างไร แต่จะมาพูดในเรื่องของความ “เกลียดชัง” ครับ

ในตอนนี้ ข่าวหลัก ๆ ที่เราน่าจะได้พบเห็น ก็จะมีอยู่สามเรื่องด้วยกัน หนึ่ง ก็คือการชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทย สอง คือรัฐประหารในประเทซเมียนมา ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตใต้ปืนของทหารหลายร้อยคน และสาม คือกระแสต่อต้านชาวเอเชียในสหรัฐอเมริกาครับ

แม้ว่าทั้งสามเหตุการณ์นี้จะเกิดมาจากเหตุผลที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง การเหยียดเชื้อชาติ หรือกระทั่งเศรษฐกิจและ Covid19 แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่ามันได้ก่อให้เกิดความเกลียดชังขึ้น และเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังก็ได้แพร่กระจายออกไป และขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนนำพาไปสู่ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือวาจาก็ตาม

คนเรามักเกลียดสิ่งที่แตกต่าง

ความเกลียดชังเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย แต่เป็นการผลิตซ้ำขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เพราะผู้คนนั้นมักกลัวสิ่งที่ไม่รู้ และเกลียดชังต่อสิ่งที่ต่างไปจากตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวที่ถูกยกเหตุผลมาว่าเพราะเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่างและเข้ามาแย่งงานชาวเยอรมัน การกดขี่ชนผิวดำ การอุ้มสังการคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้เกิดมาจากการที่คนเรานั้น “ไม่ยอมรับความแตกต่าง” นั่นเอง

น่าเศร้าใจนะครับ ที่แม้มนุษย์จะพัฒนาด้านองค์ความรู้มาขนาดนี้แล้ว แต่ความเกลียดชัง และไม่ยอมรับคนที่ต่างไปจากตนเองนั้นก็ยังคงไม่หายไป

ความเกลียดชังแพร่กระจาย

ไม่ยอมรับสิ่งที่สั่นคลอนความเชื่อของตนเอง

เคยเห็นคนที่เข้าใจเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเพศ หรือเกลียดการเหยียดชาติพันธุ์ แต่กลับชิงชังคนที่มีความคิดต่างไปจากตนเองไหมครับ? ทั้งที่ความจริงแล้ว คนที่คิดต่างกับตนนั้น จริงๆก็ไม่ต่างจากความต่างด้านรสนิยม หรือความหลากหลายทางเพศเลย แต่พวกเขายอมรับไม่ได้ เพราะว่าความคิดที่ต่างของคนเหล่านี้ อาจจะไปสั่นคลอนกับความเชื่อของตนนั่นเอง แทนที่พวกเขาจะยอมรับในความต่าง แต่กลับเกลียดชัง หรือบางครั้งอาจจะเป็นเพราะพวกเขาหวาดหลัวที่ต้องเสียสิ่งที่เชื่อมาตลอดชีวิตไปก็เป็นได้

เพราะมันง่ายกว่าที่จะมีสิ่งให้โทษ

ในช่วงเวลาที่เผชิญกับความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ตนเองตกงาน แทนที่จะคิดโทษตัวเองที่ความสามารถของตน หรือการที่ตัวเองไม่สามารถแสวงหาโอกาสและไขว่คว้ามันได้ กลับไปโทษคนอื่นที่มีงานทำแทน เพราะมันง่ายกว่าครับ อย่างเช่นคนบางกลุ่มในอเมริการที่เกลียดชังชาวเอเชียเพราะโทษว่าเอาไวรัสโคโรน่ามาแพร่กระจาย แทนที่คนกลุ่มนี้จะโทษตัวเองที่ไม่เชื่อว่าไวรัสนี้มีจริงแต่แรก หรือยอมรับว่าตนเองป้องกันตัวได้ไม่ดีพอ กลับไปโทษชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย หรือคนเอเชียที่อยู่ในอเมริกาแทน เพราะมันเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า และทำให้สบายใจกว่านั่นเอง

ความเกลียดชังเป็นอาวุธทางการเมือง

หลายต่อหลายครั้งที่ความเกลียดชังนั้นถูกปลุกปั่นและสร้างขึ้นโดยผู้มีอำนาจ เพราะมันทำให้ประชาชนนั้นเชื่องขึ้นครับ ตราบใดที่ประชาชนเกลียดชังสิ่งที่อยู่ขั่วตรงข้ามกับเหล่าผู้มีอำนาจในประเทศ พวกเขาก็จะสามารถควบคุมประชาชนเหล่านั้นได้โดยง่าย หรือบางครั้งก็สามารถสร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชนได้ด้วยการมุ่งความเกลียดชังไปยังเป้าหมายเดียวกัน อย่างคำกล่าวที่ว่า มีศัตรูคนเดียวกันย่อมนับเป็นมิตร ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่ฝ่ายนาซีได้สร้างความเกลียดชังให้ผู้คนในประเทศมุ่งไปยังชาวยิวนั่นเอง

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะเกลียดอะไร อย่าลืมพิจารณาอย่างถีถ้วนเสียก่อนว่าคุณนั้นได้รับข้อมูลมาด้านเดียวจากคนที่ต้องการปลุกปั่นสร้างความเกลียดชังหรือไม่ และคุณกำลังตกเป็นเครื่องมือให้เขาควบคุมใช้งานหรือเปล่า

ความเกลียดชังเป็นเรื่องที่เลวร้ายครับ มันทำให้คน ๆ หนึ่งสามารถปรารถนาให้คนอีกคนหนึ่งตายๆไปเสียทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว และเขาคนนั้นอาจเป็นคนที่ประพฤติดี เป็นบิดา มาร ดา หรือลูกที่ดีของคนในครอบครัว เพียงแต่เพราะเขามีความคิดที่แตกต่าง มีเชื้อชาติที่แตกต่าง  ถึงได้ด่า และสาปแช่งพวกเขาเหล่านั้น

ทุกสิ่งจะดีกว่านี้ หากทุกคนแค่เข้าใจหลักการง่าย ๆ คือยอมรับในความแตกต่าง และศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของทุกคนที่เท่าเทียมกัน และการนองเลือดหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ของเราก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย

Show More

Leave a Reply

Back to top button